นราธิวาส – ทวีจับมือวันนอร์หาเสียงโค้งสุดท้ายข้ามคืน ย้ำถ้าได้เป็นรัฐบาลจะกอบกู้ศักดิ์ศรีคนนราฯ ชี้ไทยถูกประจานเมืองหลวงยาไอซ์ จี้ยึดทรัพย์ล้างอิทธิพล
เมื่อเวลา 21.00 น.ของคืนวันที่ 3 ก.พ.69 ถึงเวลา 01.00 น. วันที่ 4 ก.พ.69 แบบข้ามวันข้ามคืนที่สนามฟุตบอลจำปากอ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาชาติ ได้สลับสับเปลี่ยนกันขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ เพื่อช่วยหาเสียงให้กับนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ผู้สมัคร สส. นราธิวาส เขต 5 (เบอร์ 1) นายกูเฮง ยาวอหะซัน ผู้สมัคร สส.นราธิวาส เขต 4 (เบอร์1) นายสูเด็ง ตอเฮ ผู้สมัคร สส.นราธิวาส เขต 3 (เบอร์3) นายมูฮัมหมัดรุสดี เชคฮารุณ ผู้สมัคร สส.เขต 2 (เบอร์ 6) และนายอับดุลการีม อัสมะแอ ผู้สมัคร สส.นราธิวาส เขต 1 (เบอร์2) โดยมีประชาชนเข้าร่วมฟังการปราศรัย จำนวนกว่า 10,000 คน

โดยนายวันมูหะหมัดนอร์ ได้ปราศรัยโดยสรุปใจความว่า หลายคนอาจถูกทำให้เชื่อว่าราคายางพาราเป็นเรื่องของดินฟ้าอากาศ เป็นเรื่องของตลาดโลกแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่ผมอยากบอกพี่น้องตรงนี้อย่างชัดเจนว่า ไม่จริง ราคายางพาราขึ้นอยู่กับการทำงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถ้ารัฐมนตรีทำงานเป็นมีความรู้มีความตั้งใจและยืนอยู่ข้างประชาชน ราคายางพาราสามารถถูกผลักดันให้สูงขึ้นได้ เพราะรัฐมนตรีมีอำนาจมีเครื่องมือและมีนโยบายที่จะดูแลพี่น้องชาวสวนยาง วันนี้ผมจึงขอพี่น้องประชาชนขอให้พรรคประชาชาติ ได้เข้าไปทำหน้าที่ตรงนี้ ได้มีโอกาสดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แล้วพี่น้องจะได้เห็นว่าราคายางพาราของพี่น้องจะไม่ถูกทอดทิ้งอีกต่อไป
“ผมขอคะแนนเสียงให้พรรคประชาชาติ 5 เสียง 5 เสียงนี้อาจดูไม่มากในสายตาบางคน แต่ 5 เสียงของพรรคประชาชาติ เปรียบเสมือน นก 5 ตัว ที่เมื่อขันพร้อมกันในรัฐสภา เสียงนั้นจะดังและชัดเจนเป็นเสียงของประชาชน เสียงของชาวบ้านเสียงของคนตัวเล็กตัวน้อย ผมเชื่อมั่นว่าส.ส.ทั้ง 5 คนของพรรคประชาชาติจะสามารถทำหน้าที่เป็น กระบอกเสียงให้พี่น้องประชาชนไม่ใช่เสียงของนายทุน ไม่ใช่เสียงของผู้มีอำนาจ แต่เป็นเสียงของชาวสวนยางชาวนา พ่อค้าแม่ค้าและคนทำมาหากินสุจริตทุกคน การเลือกตั้งไม่ใช่เรื่องของการเลือกคนที่มีเงิน ไม่ใช่เรื่องของการเลือกเพราะเงิน แต่เป็นเรื่องของการเลือกคนทำงานให้เราๆต้องถามตัวเองว่าคนที่เราเลือกเข้าไปนั้น เขาจะกล้าพูดแทนเราหรือไม่ เขาจะยืนหยัดปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนหรือเปล่า” นายวันมูหะหมัดนอร์ กล่าว

ด้าน พ.ต.อ.ทวี หัวหน้าพรรคประชาชาติ ได้กล่าวปราศรับพอสุปใจความว่า ถึงแม้พรรคประชาชาติจะเป็นพรรคขนาดไม่ใหญ่ แต่การเมืองที่แท้จริง ไม่ได้วัดกันที่ขนาดของพรรค แต่วัดกันที่ หัวใจและเจตนารมณ์ว่า พร้อมจะแก้ปัญหาให้ประชาชนหรือไม่ถ้าพรรคใหญ่ไม่สามารถแก้ปัญหาให้พี่น้องได้เราจะเลือกเขาไปทำไม
นอกจากนี้ พ.ต.อ.ทวี ได้กล่าวถึงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้ โดยระบุว่าปัจจุบันพี่น้องจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องอพยพไปทำงานต่างถิ่นจำนวนมาก ทั้งในมาเลเซีย (เครือข่ายร้านต้มยำกุ้ง) กรุงเทพฯ ภูเก็ต และกระบี่ เนื่องจากเศรษฐกิจในพื้นที่ซบเซาอย่างหนัก นราธิวาสกลายเป็นจังหวัดที่ประชากรมีรายได้น้อยที่สุดและยากจนที่สุดในประเทศไทย ทั้งที่รัฐทุ่มงบประมาณลงไปมหาศาล แต่กลับไปเน้นเรื่องความมั่นคงของรัฐ มากกว่าความมั่นคงของประชาชน
แต่ถึงอย่างไรก็ตาม พ.ต.อ.ทวี ยังได้เปิดเผยถึงข้อมูลจากการพูดคุยกับหัวหน้าสันติบาลรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย โดยแสดงความกังวลเรื่องแนวคิดการสร้าง “กำแพงกั้น” ระหว่างชายแดนไทย-มาเลเซีย ซึ่งสะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่เหินห่างและความไม่ไว้วางใจต่อกัน พร้อมเปรียบเทียบกับปัญหา “แก๊งสแกมเมอร์” บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่นำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างประเทศเมื่อมีการปราบปราม ทางการมาเลเซียอ้างว่าพื้นที่ อ.สุไหงโก-ลก และ อ.ตากใบ เป็นแหล่งแพร่ระบาดและเป็น “เมืองหลวงของยาไอซ์” ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าอับอายและยอมรับไม่ได้ที่คนนราธิวาสถูกประจานเช่นนี้ โดยย้ำว่ายาเสพติดเหล่านี้ไม่ได้ผลิตในไทย แต่ไหลมาจากสามเหลี่ยมทองคำผ่านกลุ่มอิทธิพลที่เห็นแก่ตัว จากการที่มาเลเซียเข้มงวดและมีแนวคิดสร้างรั้วกั้นพรมแดนเพื่อป้องกันยาเสพติดและของเถื่อน ได้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่อย่างรุนแรงใน 2 มิติ คือ เศรษฐกิจท้องถิ่น การค้าขายในโก-ลก และตากใบซบเซาลง เพราะคนมาเลเซียเข้ามาซื้อของลำบากขึ้น และ วิถีชีวิต ลูกหลานไม่สามารถเดินทางข้ามฝั่งเพื่อไปเรียนหนังสือหรือใช้ชีวิตตามปกติเหมือนที่เคยปฏิบัติกันมานับร้อยปี
พ.ต.อ.ทวี ประกาศว่า หากพรรคประชาชาติได้เป็นรัฐบาล จะดำเนินการอย่างเด็ดขาดเพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีของคนในพื้นที่คืนมา ผ่านมาตรการหลัก โดยการ เปิดยุทธการกวาดล้าง จับกุมและ “ยึดทรัพย์” นักค้ายาเสพติดอย่างจริงจัง มุ่งเปลี่ยนชายแดนให้เป็น “พื้นที่สีขาว” ฟื้นฟูเศรษฐกิจ ดึงอำนาจกาบริหารเศรษฐกิจปากท้องกลับมาอยู่ในมือคนในพื้นที่ เพื่อลดการอพยพแรงงาน และ เจรจาระดับทวิภาคี พูดคุยกับรัฐบาลมาเลเซียเพื่อระงับการสร้างกำแพง โดยยืนยันว่าไทยจะจัดการกลุ่มอิทธิพลมืดและการค้ามนุษย์ด้วยตัวเอง เพื่อไม่ให้เพื่อนบ้านต้องหวาดระแวงจนต้องปิดกั้นพรมแดน

และก่อนเดินทางกลับ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ได้เปิดเผยและให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ว่า เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้เดินทางไปพบพี่น้องแรงงานไทยในมาเลเซีย โดยเฉพาะกลุ่มร้านอาหารต้มยำ และระหว่างเดินทางกลับที่สนามบินกรุงกัวลาลัมเปอร์ ได้พบกับหน่วยงานราชการของมาเลเซีย ซึ่งได้รับข้อมูลว่าทางการมาเลเซียกำลังเพิ่มความเข้มงวดตามแนวชายแดน และมีโครงการสร้างรั้วตลอดแนวชายแดนไทย–มาเลเซีย โดยเป็นรั้วที่ติดตั้งระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด ทั้งนี้มาเลเซียให้เหตุผลว่า ปัญหาการค้ามนุษย์ ยาเสพติด และการลักลอบนำของผิดกฎหมายจากฝั่งไทย เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ต้องเพิ่มมาตรการดังกล่าว ส่งผลให้ประชาชนตามแนวชายแดนได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นสังคมพี่น้องที่มีความสัมพันธ์กันมาอย่างยาวนาน การสร้างรั้วจะทำให้การปรับตัวและการใช้ชีวิตร่วมกันยากขึ้น โดยเฉพาะเด็กที่ต้องข้ามไปศึกษาในฝั่งมาเลเซียจากเหตุผลด้านคุณภาพการศึกษา
พร้อมกันนี้ พ.ต.อ.ทวี ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า พรรคประชาชาติทำงานเป็นทีม และเชื่อว่าขณะนี้ประชาชนเริ่มตัดสินใจมากขึ้น จากเดิมที่ยังลังเลจำนวนมาก โดยมั่นใจว่านโยบายที่นำเสนอเป็นการแก้ปัญหาที่แท้จริง ซึ่งต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมืองอย่างชัดเจน และย้ำว่าปัญหาที่พรรคเสนอแก้ไขไม่ใช่เฉพาะของภาคใต้ แต่เป็นปัญหาของทั้งประเทศ.

ภาพ/ข่าว/คลิปวิดีโอ : ปทิตตา หนดกระโทก ผู้สื่อข่าว นราธิวาสรายงาน Tel.082-4154474
ศูนย์ข่าวภาคใต้ นสพ.แผ่นดินไทยโพสต์

