ศรีสะเกษ – นักสาธารณสุข เผย “ไวรัสนิปาห์” โรคอุบัติใหม่ ระบาดในอินเดีย สุดอันตรายจากสัตว์สู่คนที่ไทยต้องเฝ้าระวัง

เมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2569 นายธวัชชัย แสวงหา นักสาธารสุข ได้ให้ความเห็นต่อสถานการณ์การระบาดของไวรัสนิปาห์ในประเทศอินเดียว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ใช่เพียงข่าวสุขภาพจากต่างประเทศ แต่เป็นสัญญาณเตือนสำคัญที่ประเทศไทยไม่ควรมองข้าม เพราะในโลกยุคปัจจุบัน โรคติดต่อไม่เคยหยุดอยู่เพียงภายในพรมแดนของประเทศใดประเทศหนึ่งอีกต่อไป
การที่ประเทศอินเดียออกประกาศเตือนประชาชนให้เฝ้าระวังการแพร่ระบาดของไวรัสนิปาห์ ภายหลังพบผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 10 ราย ในเมืองโคษิโฆษ (Kozhikode) ทางตอนใต้ของประเทศ เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่า โรคอุบัติใหม่จากสัตว์สู่คนยังคงเป็นภัยคุกคามที่เกิดขึ้นได้จริง แม้การระบาดจะเริ่มต้นในพื้นที่จำกัด แต่ด้วยการเดินทาง การท่องเที่ยว และการค้าขายที่เชื่อมโยงกันอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน เชื้อโรคสามารถเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง และอาจส่งผลกระทบต่อประเทศอื่น ๆ รวมถึงประเทศไทย โดยที่สังคมอาจไม่ทันตั้งตัว
ไวรัสนิปาห์ หรือ Nipah virus (NiV) เป็นเชื้อไวรัสในกลุ่ม Henipavirus ที่ถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2541 จากการระบาดในฟาร์มสุกรของประเทศมาเลเซีย ในขณะนั้น สุกรจำนวนมากล้มป่วยและแพร่เชื้อสู่มนุษย์ จนจำเป็นต้องมีการการุณยฆาตสุกรไปมากกว่าหนึ่งล้านตัวเพื่อหยุดยั้งการระบาด เหตุการณ์ดังกล่าวไม่เพียงคร่าชีวิตผู้คน แต่ยังก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ของเกษตรกร และความมั่นคงทางอาหารของประเทศ ต่อมามีรายงานการระบาดในหลายประเทศในเอเชีย เช่น บังกลาเทศ อินเดีย และสิงคโปร์ โดยเฉพาะบังกลาเทศพบผู้ติดเชื้อในคนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 และในอินเดียพบการแพร่เชื้อจากคนสู่คนอย่างชัดเจนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
องค์การอนามัยโลกจัดให้ไวรัสนิปาห์เป็นหนึ่งในสิบเชื้อโรคอันตรายของโลกยุคใหม่ ที่มีศักยภาพก่อให้เกิดการระบาดรุนแรง เหตุผลสำคัญคือเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงมาก และจนถึงปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาเฉพาะทั้งในคนและสัตว์ จากข้อมูลการระบาดที่ผ่านมา พบผู้ติดเชื้อทั่วโลกประมาณ 300 ราย และมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100 ราย คิดเป็นอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 40–70 ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับโรคติดเชื้อส่วนใหญ่ที่ประชาชนคุ้นเคย
แหล่งรังโรคตามธรรมชาติของไวรัสนิปาห์คือค้างคาวผลไม้ ซึ่งสามารถปล่อยเชื้อออกมากับน้ำลาย ปัสสาวะ และอุจจาระ เมื่อสารคัดหลั่งเหล่านี้ไปปนเปื้อนในผลไม้ น้ำ หรืออาหาร สัตว์เลี้ยง เช่น สุกร ม้า หรือสัตว์อื่น ๆ ที่บริโภคเข้าไปก็อาจติดเชื้อ และกลายเป็นตัวกลางในการแพร่เชื้อสู่มนุษย์ได้ ในบางพื้นที่ของอินเดียและบังกลาเทศ ยังพบว่ามนุษย์สามารถติดเชื้อได้โดยตรงจากการบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่งของค้างคาว โดยไม่จำเป็นต้องมีสัตว์เป็นตัวกลางก่อน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดระหว่างคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมในชีวิตประจำวัน
ความน่ากังวลของไวรัสนิปาห์เพิ่มมากขึ้นจากรูปแบบการแพร่เชื้อที่เปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่พบการติดเชื้อจากสัตว์สู่คนเป็นหลัก ปัจจุบันพบการติดต่อจากคนสู่คน โดยเฉพาะในกลุ่มครอบครัว ผู้ดูแลผู้ป่วย และบุคลากรที่ต้องสัมผัสผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด การสัมผัสน้ำลาย เสมหะ หรือเลือด โดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โรคแพร่กระจายได้ง่ายขึ้น และเพิ่มความท้าทายในการควบคุมโรคอย่างมีนัยสำคัญ
อาการของผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในระยะแรกมักคล้ายไข้หวัดทั่วไป ผู้ป่วยจะมีไข้สูง ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย และวิงเวียนศีรษะ บางรายอาจมีอาการหายใจเร็วหรือหายใจลำบากตั้งแต่ระยะแรก ทำให้หลายคนอาจไม่ทันตระหนักถึงความรุนแรงของโรค แต่หากไม่ได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด อาการสามารถรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว เกิดภาวะปอดบวม และลุกลามไปสู่สมองอักเสบ ผู้ป่วยอาจมีอาการซึม สับสน ชัก หมดสติ และเสียชีวิตได้ในเวลาอันสั้น
แม้ในปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีรายงานพบผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ แต่เมื่อพิจารณาบริบทของสังคมไทย จะพบว่ามีปัจจัยเสี่ยงหลายประการ ทั้งการมีค้างคาวผลไม้กระจายอยู่ในหลายพื้นที่ การเลี้ยงสัตว์ในระดับครัวเรือนและเชิงพาณิชย์ วิถีชีวิตที่ใกล้ชิดธรรมชาติ รวมถึงพฤติกรรมการบริโภคผลไม้สดจากแหล่งธรรมชาติ ประกอบกับประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการเดินทาง การท่องเที่ยว และการค้าของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้การระบาดในประเทศหนึ่งสามารถส่งผลกระทบถึงไทยได้ในระยะเวลาอันสั้น
ที่สำคัญ โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ถูกจัดเป็น 1 ใน 13 โรคติดต่ออันตราย ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ของประเทศไทย ซึ่งหมายความว่า หากมีการพบผู้ป่วยหรือมีเหตุสงสัยว่าอาจเกิดการระบาด หน่วยงานด้านสาธารณสุขสามารถดำเนินมาตรการควบคุมโรคได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นการสอบสวนโรค การแยกผู้ป่วย การเฝ้าระวังผู้สัมผัสใกล้ชิด หรือการควบคุมพื้นที่เสี่ยง เพื่อป้องกันไม่ให้โรคแพร่กระจายออกไปในวงกว้าง สถานะทางกฎหมายดังกล่าวสะท้อนอย่างชัดเจนว่า ไวรัสนิปาห์ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และเป็นโรคที่ประเทศไทยต้องเตรียมความพร้อมรับมืออย่างจริงจัง
ในสถานการณ์ที่โลกยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาเฉพาะ มาตรการป้องกันขั้นพื้นฐานจึงเป็นเกราะป้องกันที่สำคัญที่สุด การล้างมือด้วยสบู่ การล้างผักและผลไม้ให้สะอาดก่อนรับประทาน การหลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีร่องรอยค้างคาวแทะ การไม่ดื่มน้ำยางจากต้นไม้ดิบ รวมถึงการใช้อุปกรณ์ป้องกันเมื่อต้องสัมผัสสัตว์หรือดูแลผู้ป่วย ล้วนเป็นพฤติกรรมใกล้ตัวที่สามารถช่วยลดความเสี่ยงได้จริง สำหรับผู้เลี้ยงสัตว์ การจัดการฟาร์มให้ถูกสุขลักษณะ แยกสัตว์ออกจากแหล่งที่ค้างคาวอาศัย และแจ้งเจ้าหน้าที่ทันทีเมื่อพบสัตว์ป่วยผิดปกติ คือการป้องกันโรคตั้งแต่ต้นทางที่มีประสิทธิภาพ
การระบาดของไวรัสนิปาห์ในประเทศอินเดียจึงไม่ใช่เพียงข่าวสุขภาพจากต่างแดน หากแต่เป็นบทเรียนสำคัญที่เตือนให้สังคมไทยตระหนักว่า โรคอุบัติใหม่สามารถเกิดขึ้นได้เสมอ หากขาดความระมัดระวัง การรู้เท่าทันโรค การเตรียมพร้อมของระบบสาธารณสุข และความร่วมมือของประชาชนทุกภาคส่วน คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยง และป้องกันไม่ให้ประเทศไทยต้องเผชิญกับความสูญเสียจากโรคอันตรายในอนาคตได้อย่างยั่งยืน.
ภาพ/ข่าว : ทีมข่าว จ.ศรีสะเกษ // รายงาน
นสพ.แผ่นดินไทยโพสต์
