วิถีชีวิตของชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงบ้านสะเนพ่อง ลงแขกเกี่ยวไร่ เพื่อลดระยะเวลาและค่าใช้จ่าย สร้างความรักสามัคคีในชุมชน

กาญจนบุรี เข้าฤดูหนาว วิถีชีวิตของชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงบ้านสะเนพ่อง ลงแขกเกี่ยวไร่ เพื่อลดระยะเวลาและค่าใช้จ่าย สร้างความรักสามัคคีในชุมชน

วันนี้ 25 พ.ย. 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเข้าช่วงฤดูหนาววิถีของชาวบ้านสะเนพ่อง หมู่ที่ 1 ต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ซึ่งเป็นชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง ได้สืบทอดกันมาด้วยการจัดกิจกรรมร่วมกันลงแขกเกี่ยวข้าว ที่ปลูกไว้บริโภคภายในครัวเรือน ทั้งในนาและในไร่ ซึ่งชาวบ้านที่นี่ยังนิยมใช้วิธีการลงแขก หรือวิธีการแบ่งปันแรงกัน ในการทำนา และทำไร่ เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นเครือญาติกัน ประกอบกับการลงแขกในการทำไร่หรือทำนา ช่วยให้ประหยัดเวลา และ ค่าใช้จ่าย โดยจะหมุนเวียนกันไปช่วยกันทีละคนจนกว่าจะเสร็จ โดยในการลงแขกดำนาหรือเกี่ยวข้าว เจ้าของนาจะรับหน้าที่ในการหุงหาอาหาร น้ำดื่ม กาแฟ หมากพลู ยาสูบ เครื่องดื่มชูกำลัง รวมทั้ง สุรา เพื่อเป็นการตอบแทนเพื่อบ้านหรือญาติ ที่มาช่วยงาน นอกจากนั้นการลงแขกทำนาหรือทำไร่ เป็นการสร้างความสัมพันธ์ในหมู่เครือญาติและเพื่อนบ้านในหมู่บ้าน

ซึ่งในอดีตการลงแขกทำนา ทำไร่ พบเห็นได้ทั่วไปในสังคมชนบท แต่ปัจจุบัน เมื่อการทำนามีการนำเครื่องจักรและเทคโนโลยีเข้ามาแทนแรงงานคน ทำให้การลงแขก เริ่มหายไปจนแทบจะไม่มีให้เห็นในปัจจุบัน แต่สำหรับชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงบ้านสะเนพ่อง และชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงในพื้นที่ตำบลไล่โว่ ซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลยังคงรักษาวิถีชีวิตการลงแขกทำนาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น เพื่อสืบทอดให้เป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกหลานได้ทำตาม

ซึ่งการปลูกข้าวของชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงในตำบลไล่โว่ มีทั้งการทำนา และ การทำไร่ ทั้งนี้ส่วนใหญ่นิยมทำไร่ เนื่องจากการทำไร่ สามารถปลูกพืชผัก ที่นิยมบริโภค เช่นพริกกะเหรี่ยง แตง มะเขือ ฟักทอง ฟักเขียว งา รวมทั้งยาสูบ บนไปในไร่ข้าวได้ แต่หากทำนาจะได้ข้าวไว้กินอย่างเดียว ที่สำคัญการปลูกข้าวของคนที่นี่ยังคงใช้พันธุ์ข้าวที่เก็บรักษามาตั้งแต่บรรพบุรุษ เช่นหากเป็นข้าวนาก็จะใช้พันธุ์ข้าวผะเผอญ ซึ่งเป็นข้าวพันธุ์ดั้งเดิมที่มีคุณลักษณะเด่นให้รวงข้าวดี ใช้น้ำน้อย เหมาะกับนาดอน มีความแข็งแรงและไม่ค่อยมีโรค เวลาหุงมีกลิ่นหอมอ่อนๆ นุ่มอร่อย

ส่วนพันธ์ข้าวไร่จะนิยมปลูกข้าวสายพันธุ์อิ-วุง-บ่อง และสายพันธุ์ อิ-วุง-เซ่อยหนุ – ผะเผอญ ซึ่งนับว่าเป็นสายพันธ์ข้าวไร่ ที่ดีที่สุดในตำบลไล่โว่ มีความแข็งแรง ทนทานต่อโรค ใช้น้ำน้อย(อาศัยแค่น้ำฝน) ให้ผลผลิตดี เป็นข้าวอ่อนที่มีรสชาดอร่อย และได้รับความนิยมในการบริโรคมากที่สุด

ดังนั้นการทำไร่และนา ของชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงในตำบลไล่โว่ นอกจากเป็นการสร้างความรัก ความสามัคคี ในชุมชน จากการลงแขกในทุกขั้นตอนการทำนาและไร่ และยังเป็นการได้อนุรักษ์สายพันธุ์ข้าวพื้นเมือง ซึ่งเป็นสายพันธุ์ข้าวที่ดี ไว้ให้เป็นมรดกแก่ลูกหลานอีกทางหนึ่งด้วย และนับว่ายังมีให้เห็นกันทุกวันนี้ของชาวกะเหรี่ยงบ้านสะเน่พ่อง./
////////////////////////////////


ปรีชา ไหลวารินทร์ / กาญจนบุรี

Related post