เพชรบูรณ์ – มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ ตั้งโต๊ะแถลงข่าว ชี้แจงโครงการจัดตั้งวิทยาลัยนานาชาติ และการอนุมัติคุณวุฒินักศึกษาชาวจีน

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.00 น. ที่ห้องประชุมอินทผาลัม มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปรีชา ศรีเรืองฤทธิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ ตั้งโต๊ะแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์บนสื่อสังคมออนไลน์ เกี่ยวกับการจัดการศึกษาของโครงการจัดตั้งวิทยาลัยนานาชาติ รวมถึงกระบวนการอนุมัติคุณวุฒิการศึกษาของนักศึกษาชาวจีน ซึ่งกำลังได้รับความสนใจจากสังคมในวงกว้าง
อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ ยืนยันว่า มหาวิทยาลัยไม่ได้เพิกเฉยต่อข้อกังวลของสาธารณชน พร้อมเปิดเผยข้อเท็จจริงสำคัญ 3 ประเด็นหลัก เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่สังคม
ประเด็นแรก มหาวิทยาลัยยืนยันว่า โครงการจัดตั้งวิทยาลัยนานาชาติ และการจัดการศึกษาสำหรับนักศึกษาต่างชาติทั้งหมด ดำเนินการภายใต้กฎหมาย ระเบียบ และมาตรฐานของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) อย่างเคร่งครัด โดยมุ่งเน้นคุณภาพทางวิชาการ ความโปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน พร้อมมีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง
ประเด็นที่สอง กรณีการประชุมสภามหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ซึ่งมีวาระเสนออนุมัติปริญญามหาบัณฑิตให้แก่นักศึกษาชาวจีนจำนวน 49 คน อธิการบดีชี้แจงว่า เป็นการเสนอเรื่องตามรอบวาระปกติของสถาบันการศึกษา อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดความรอบคอบ โปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นต่อสังคม สภามหาวิทยาลัยจึงมีมติ “เลื่อนการพิจารณาออกไปก่อน” เพื่อเปิดทางให้มีการตรวจสอบรายละเอียดทุกมิติ โดยไม่ฝืนกระแสสังคม และยึดหลักธรรมาภิบาลเป็นสำคัญ
ส่วนประเด็นที่สาม มหาวิทยาลัยยืนยันพร้อมน้อมรับการตรวจสอบจากทุกภาคส่วน และขอให้สาธารณชนติดตามข้อมูลจากช่องทางทางการของมหาวิทยาลัย เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อนจากข้อมูลที่เผยแพร่บนโลกออนไลน์ซึ่งอาจไม่ครบถ้วน

ผศ.ดร.ปรีชา กล่าวว่า ข้อสงสัยที่ถูกตั้งคำถามมากที่สุด คือกรณี “เปิดเรียนก่อนหลักสูตรผ่านอนุมัติ” โดยข้อเท็จจริงคือ นักศึกษาชาวจีนทั้ง 49 คน เริ่มต้นเรียนในหลักสูตรบริหารการศึกษาของบัณฑิตวิทยาลัย ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากสภามหาวิทยาลัยแล้ว ก่อนที่มหาวิทยาลัยจะพัฒนาหลักสูตรใหม่ภายใต้โครงการจัดตั้งวิทยาลัยนานาชาติ เพื่อเปิดการเรียนการสอนนอกสถานที่ตั้งในจังหวัดชลบุรี
ต่อมานักศึกษาจึงย้ายและเทียบโอนรายวิชาเข้าสู่หลักสูตรใหม่ของวิทยาลัยนานาชาติ ซึ่งมหาวิทยาลัยยืนยันว่า ทุกขั้นตอนดำเนินการตามระเบียบ และมีหลักฐานทางการศึกษารองรับอย่างครบถ้วน
สำหรับกรณีการใช้พื้นที่วัดศรีมหาราชา จ.ชลบุรี เป็นสถานที่จัดการเรียนการสอนนั้น อธิการบดีชี้แจงว่า มหาวิทยาลัยได้ดำเนินการตามมติมหาเถรสมาคมอย่างถูกต้อง โดยทำสัญญาเช่าพื้นที่ระยะเวลา 3 ปี เพื่อใช้เป็นศูนย์การศึกษานอกสถานที่ตั้ง ภายใต้โครงการจัดตั้งวิทยาลัยนานาชาติ ปัจจุบันมีการเปิดการเรียนการสอนรวม 8 หลักสูตร ทั้งระดับปริญญาตรี โท และเอก ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากสภามหาวิทยาลัย และเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการการอุดมศึกษา ทั้งด้านบุคลากร อาจารย์ประจำหลักสูตร และสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้
ส่วนข้อครหาว่า นักศึกษาชาวจีน “มาเรียนเพียง 2 เดือนแล้วหายไป” นั้น อธิการบดีอธิบายว่า นักศึกษาส่วนใหญ่เป็นครูในประเทศจีน ซึ่งมีช่วงปิดภาคเรียนปีละ 2 ครั้ง ครั้งละประมาณ 2 เดือน มหาวิทยาลัยจึงจัดการเรียนการสอนแบบเข้มข้น หรือ Block Course ควบคู่กับระบบออนไลน์ แต่ยังคงต้องเรียนครบตามเกณฑ์มาตรฐาน 15 สัปดาห์ หรือจำนวนชั่วโมงเรียนตามหน่วยกิตที่กำหนด
นอกจากนี้ ยังยืนยันว่า หลักสูตรไม่ได้เป็นลักษณะ “เรียนง่าย จบเร็ว” ตามที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ เพราะนักศึกษาทุกคนต้องผ่านเงื่อนไขทางวิชาการอย่างครบถ้วน ทั้งการเรียนครบ 36 หน่วยกิต การสอบภาษาอังกฤษ การสอบประมวลความรู้ การจัดทำค้นคว้าอิสระ (IS) และการสอบปากเปล่าขั้นสุดท้าย
ผศ.ดร.ปรีชา ยังชี้แจงถึงข้อสงสัยเกี่ยวกับการทำ IS และการสอบสำเร็จการศึกษาในช่วงเวลาใกล้กันว่า นักศึกษาไม่ได้เริ่มทำงานวิจัยภายใน 4 วันตามที่ถูกกล่าวหา แต่มีการเตรียมหัวข้อและดำเนินการมาตั้งแต่ภาคเรียนก่อนหน้า ผ่านรายวิชาวิจัยเพื่อการศึกษา ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนแต่งตั้งอาจารย์ที่ปรึกษาและอนุมัติหัวข้อในภาคเรียนสุดท้าย

ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยยังปฏิเสธข้อครหาเรื่อง “จ่ายครบ จบแน่” หรือการใช้สถานะนักศึกษาเป็นช่องทางพำนักในประเทศไทย โดยยืนยันว่า นักศึกษาทุกคนอยู่ภายใต้กระบวนการเรียนการสอนและเงื่อนไขทางกฎหมายอย่างชัดเจน พร้อมกำหนดไทม์ไลน์การเรียนอย่างครบถ้วนอธิการบดีกล่าวว่า กระแสข่าวที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัย รวมถึงสร้างความกังวลต่อความน่าเชื่อถือของระบบอุดมศึกษาไทย และกระทบต่อขวัญกำลังใจของนักศึกษาชาวจีนทั้ง 49 คน ที่ยังรอการอนุมัติปริญญา
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้สภามหาวิทยาลัยยังไม่มีมติอนุมัติปริญญาให้แก่นักศึกษากลุ่มดังกล่าว โดยได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมเชิญบุคคลภายนอกร่วมเป็นกรรมการ เพื่อสร้างความชัดเจนและความเชื่อมั่นแก่สังคม ก่อนนำผลกลับเข้าสู่การพิจารณาของสภามหาวิทยาลัยอีกครั้ง
ทั้งนี้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ขอข้อมูลและเอกสารเพิ่มเติมจากมหาวิทยาลัย ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดส่งประกอบการตรวจสอบ โดยมหาวิทยาลัยยืนยันพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่
ผศ.ดร.ปรีชา กล่าวทิ้งท้ายว่า มหาวิทยาลัยจะดำเนินการทุกอย่างภายใต้กรอบกฎหมาย ด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และคำนึงถึงมาตรฐานทางวิชาการสูงสุด เพื่อรักษาชื่อเสียงของสถาบัน คุ้มครองผลประโยชน์ของนักศึกษา และสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการศึกษาไทยโดยรวม.


ภาพ/ข่าว : ศุภผล จริงจิตร จ.เพชรบูรณ์
นสพ.แผ่นดินไทยโพสต์

