ป่าไม้12 สนธิกำลังสนองนโยบาย”ภูเก็ตโมเดล”

ป่าไม้12 สนธิกำลังสนองนโยบาย”ภูเก็ตโมเดล”

วัน 5 สิงหาคม 2569) เวลา 10.00 น. นายพรสรร กุณฑลสุรกานต์ นิติกรชำนาญการพิเศษ สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 12 สาขากระบี่ และผู้อำนวยการสำนักป่าไม้จังหวัดภูเก็ต

พันตำรวจโทวิวัฒน์ ชำนาญกิจ รองผู้กำกับการป้องกันและปราบปรามป.ป.ช. ประจำจังหวัดภูเก็ต ตำรวจ บก.ปทส. ตำรวจ CIB และเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานได้ร่วมกันสนธิกำลังลงพื้นที่ตรวจสอบการครอบครองที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเทือกเขานาคเกิด บริเวณซอยปฏัก 12 ซอยปฏัก 20 และซอยปฏัก 24 ตำบลกะรน อำเภอเมืองภูเก็ต ภายใต้ “ภูเก็ตโมเดล” เพื่อป้องกันและปราบปรามการบุกรุกทรัพยากรธรรมชาติ

อย่างไรก็ตาม จากการลงพื้นที่ตรวจสอบเบื้องต้น ไม่พบลักษณะการบุกรุกพื้นที่ใหม่ แต่พบว่าเป็นพื้นที่ที่มีการอยู่อาศัย ทำการเกษตร และปลูกไม้ยืนต้น เช่น ยางพาราและมะพร้าว ซึ่งสะท้อนว่าหลายครัวเรือนอาศัยและทำประโยชน์ในพื้นที่มาเป็นเวลายาวนานกว่า 40 ปี

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามเจ้าหน้าที่ถึงแนวทางการดำเนินการกับประชาชนที่อยู่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าว โดยเฉพาะผู้ที่มีเอกสารเกี่ยวกับการทำกิน บางรายอยู่ภายใต้แนวทางมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 และบางส่วนอยู่ระหว่างการผลักดันเข้าสู่การจัดที่ดินทำกินตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. 2562 (คทช.) ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาที่ดินของประชาชนผู้ยากไร้

ขณะเดียวกัน ชาวบ้านหลายรายให้ข้อมูลว่า การร้องเรียนครั้งนี้อาจมีสาเหตุมาจากความขัดแย้งระหว่างบุคคล มากกว่าจะเป็นการบุกรุกพื้นที่ใหม่ โดยอ้างถึงกรณีการบังคับใช้กฎหมายบริเวณหาดนุ้ย ซึ่งภาครัฐได้ดำเนินการกับผู้ประกอบการที่ก่อสร้างอาคารและใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ในพื้นที่ป่าสงวน จนนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มบุคคลในพื้นที่  

 

ประเด็นที่สังคมควรตั้งคำถามไม่ใช่เพียงว่า “ประชาชนบุกรุกหรือไม่” แต่คือ เหตุใดพื้นที่ซึ่งมีการอยู่อาศัยและทำกินต่อเนื่องมาหลายสิบปี จึงไม่มีการจัดการแก้ไขปัญหาเชิงระบบตั้งแต่ต้น หากรัฐเห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ การปล่อยให้มีการตั้งถิ่นฐานและทำประโยชน์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ย่อมเป็นเรื่องที่หน่วยงานของรัฐควรตรวจสอบข้อเท็จจริงและทบทวนกระบวนการกำกับดูแลของตนเองควบคู่กันไป

ข้อสังเกตการใช่นโยบายภูเก็ตโมเดวจะเป็นการสร้างความขัดแย้งขึ้นในชุมชนจากปัญหาเก่าที่รัฐยังแก้ไม่ได้มิเท่ากับจะเป็นการก่อปัญหาใหม่หรือไม่?

การบังคับใช้กฎหมายที่มุ่งเฉพาะประชาชน โดยไม่เร่งรัดการพิสูจน์สิทธิ การจัดที่ดินทำกิน หรือการดำเนินการตามนโยบาย คทช. อาจไม่ใช่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน หากแต่เป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุ

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายปกครองหลายฝ่ายเห็นว่า แนวทางที่เหมาะสมคือการแยกแยะผู้ที่เข้าครอบครองพื้นที่โดยสุจริตและอยู่อาศัยมาก่อน ออกจากผู้ที่บุกรุกใหม่หรือใช้พื้นที่เพื่อแสวงหาประโยชน์เชิงพาณิชย์ พร้อมทั้งเร่งดำเนินการพิสูจน์สิทธิและนำผู้มีคุณสมบัติเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายและนโยบายของรัฐ

ท้ายที่สุด การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติจะประสบผลสำเร็จได้ ต้องดำเนินควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิของประชาชนผู้ยากไร้ที่อยู่อาศัยในพื้นที่มาเป็นเวลานาน โดยยึดหลักนิติธรรม ความเป็นธรรม และความรับผิดชอบของทุกภาคส่วน รวมถึงการตรวจสอบบทบาทของหน่วยงานรัฐในกรณีที่มีข้อสงสัยว่าการกำกับดูแลในอดีตอาจไม่ทั่วถึง เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ไม่ใช่มุ่งเน้นการบังคับใช้กฎหมายกับประชาชนเพียงฝ่ายเดียว

ภาพ/ข่าวทีมข่าวเฉพราะกิจนสพ.แผ่นดินไทยโพตส์

 

ข่าวเหตุการณ์ทั่วไป ข่าวสถานการณ์