แฉ อบต.ศรีสงครามประมาท ทิ้งขยะและเผาในเขตป่าสงวนเป็นต้นเหตุไฟไหม้ซ้ำซากกว่า 10 ปี ลุกลามพื้นที่ป่าและสวนยางกว่า 300 ไร่ ชาวบ้านร้องเครือข่ายช่วยเพราะถูกบิดเบือนเป็น “ไฟป่า” หนีความรับผิด

แฉ อบต.ศรีสงครามประมาท ทิ้งขยะและเผาในเขตป่าสงวนเป็นต้นเหตุไฟไหม้ซ้ำซากกว่า 10 ปี ลุกลามพื้นที่ป่าและสวนยางกว่า 300 ไร่ ชาวบ้านร้องเครือข่ายช่วยเพราะถูกบิดเบือนเป็น “ไฟป่า” หนีความรับผิด

แฉ อบต.ศรีสงครามประมาท ทิ้งขยะและเผาในป่าเป็นต้นเหตุไฟไหม้ซ้ำซากกว่า 10 ปี ลุกลามพื้นที่ป่าและสวนยางกว่า 300 ไร่ ชาวบ้านร้องเครือข่ายช่วยเพราะถูกบิดเบือนเป็น “ไฟป่า” หนีความรับผิด

เมี่อวันที่1 กรกฏาคม 2569 เวลา10.00น.นายฉัตรชัยวงค์ ชูเลิศ ประธานเครือข่ายเฝ้าระวังทุจริตส่วนภูมิภาคและท้องถิ่นและทีมงานลงพื้นที่บ้านปฏิรูปช่วยเหลือหาข้อเท็จจริงประเด็นชาวบ้านหมู่ที่ 2 และหมู่ที่ 5 ตำบลศรีสงคราม อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม ร้องเรียนกรณีเหตุเพลิงไหม้อย่างรุนแรงเมื่อประมาณวันที่ 11 เมษายน 2569 บริเวณจุดทิ้งขยะของ องค์การบริหารส่วนตำบลศรีสงคราม ซึ่งเป็นจุดทิ้งขยะที่ใช้งานต่อเนื่องมากว่า 10 ปี จากการตรวจสอบพื้นที่กองขยะมีร่องรอยเผาขยะโดยไม่มีการฝังกลบตามหลักวิชาการ แต่ใช้วิธีนำขยะมาเทกองไว้กลางแจ้ง ส่งผลให้เกิดไฟไหม้ซ้ำซากแทบทุกปี  จนเกิดเหตุไฟไหม้ลุกลามเข้าเผาสวนยางชาวบ้าน

ซึ่งจากคำบอกเล่าว่าในปี 2569 เพลิงได้ลุกลามอย่างรุนแรงจากบ่อขยะดังกล่าว เข้าไปยังพื้นที่ป่า สวนยางพารา สวนยูคาลิปตัส และไร่อ้อยของราษฎรในพื้นที่ ได้รับความเสียหายรวมกว่า 300 ไร่ สร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศและสร้างความเสียหายต่อทรัพสินของประชาชนอย่างหนักสร้างความเดือดร้อนขาดรายได้เลี้ยงในการเลี้ยงชีพ  

แหล่งข่าวในพื้นที่ระบุว่า นางสาวกรณ์การน์ แก้วดี นายอำเภอศรีสงคราม ได้มีคำสั่งให้องค์การบริหารส่วนตำบลศรีสงครามจัดทำรายงานชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุเพลิงไหม้ดังกล่าวแล้ว แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีรายงานส่งมายังอำเภอแต่อย่างใด 

จากการตรวจสอบข้อมูลเชิงพื้นที่ พบว่าจุดทิ้งขยะดังกล่าวตั้งอยู่ในพื้นที่ดินเขตปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครพนม และคาบเกี่ยวกับเขตป่าไม้ถาวร อีกทั้งยังอยู่ใกล้แหล่งน้ำ พื้นที่ชุ่มน้ำ และสระน้ำสาธารณะ ทำให้เมื่อเกิดไฟไหม้และฝนตกชะล้าง ส่งผลให้สิ่งปฏิกูลและสารปนเปื้อนไหลลงสู่แม่น้ำ ลำธาร และอ่างเก็บน้ำ ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ภายหลังเหตุการณ์ องค์การบริหารส่วนตำบลศรีสงคราม และอำเภอศรีสงคราม ได้รายงานต่อจังหวัดนครพนมว่า พื้นที่เกิดเหตุเป็น “ไฟป่า” ไม่ใช่ไฟจากบ่อขยะ ส่งผลให้ สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดนครพนม ประกาศพื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตอัคคีภัย เพื่อใช้จ่ายงบประมาณเยียวยาผู้ประสบภัย

ผลจากการประกาศดังกล่าว ทำให้มีราษฎรเพียง 2 รายที่ได้รับเงินชดเชย เนื่องจากขึ้นทะเบียนเกษตรกรไว้ ขณะที่ราษฎรอีก 3 รายซึ่งได้รับความเสียหายเช่นเดียวกัน กลับไม่ได้รับการเยียวยาแต่อย่างใด

และวันที่ 1 กรกฎาคม 2569เวลา10.00น. ทีงานเครือข่ายฯได้ลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายซ้ำอีกครั้ง พบว่าสวนยางพารา ไร่อ้อย และสวนยูคาลิปตัสที่ได้รับผลกระทบไม่สามารถฟื้นตัวเองได้อีกจากการสังเกตุพบ ต้นไม้ยืนต้นตายเสียหายเป็นการถาวร สร้างความเสียหายแก่เจ้าของสวนยางพาราอย่างรุนแรง

ชาวบ้านในพื้นที่ทีประสบเหตุไฟไหม้สวนยางและไร่อ้อย เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ ในความรับผิดชอบขององค์การบริหารส่วนตำบลศรีสงคราม กรณีดำเนินการจัดการขยะโดยประมาทเลินเล่อ ไม่ฝังกลบให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ อันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจัดการขยะมูลฝอย และไม่เป็นไปตาม พระราชบัญญัติสาธารณสุข พ.ศ. 2535 รวมถึงกฎหมายสิ่งแวดล้อมและกฎหมายที่ดินที่เกี่ยวข้อง

ขณะเดียวกัน ยังมีข้อเรียกร้องให้หน่วยงานตรวจสอบอิสระเข้ามาสอบสวนว่า การรายงานเหตุเพลิงไหม้ดังกล่าวว่าเป็น “ไฟป่า” นั้น เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดของหน่วยงานท้องถิ่นหรือไม่ และใครคือผู้ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับราษฎรและทรัพยากรธรรมชาติในครั้งนี้

ภาพ/ข่าว นสพ.แผ่นดินไทยโพสต์รายงานข่าวจาก จ.นครพนนม

 

ข่าวประชาสัมพันธ์ ข่าวทั่วไป สังคม